TIPS & TECHNIQUES

อัพเดตข่าวสาร และเคล็ดลับในการดูแลรถยนต์ของคุณ

วิธีเลือกแบตเตอรี่รถยนต์แบบง่ายๆ ให้เหมาะกับรถของคุณ!

     แบตเตอรี่รถยนต์ เป็นหนึ่งอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยเก็บไฟฟ้าของรถยนต์และนำไปใช้เลี้ยงอุปกรณ์ต่างๆ ภายในรถ หากใครเคยประสบปัญหารถสตาร์ทไม่ติดคงรู้ถึงความวุ่นวายว่ามีมากขนาดไหน เพราะฉะนั้น เราควรตรวจเช็คแบตเตอรี่รถยนต์ให้มีสภาพสมบูรณ์อยู่เสมอ และควรสังเกตสัญญาณเตือนก่อนแบตเตอรี่หมดอายุ ซึ่งสามารถสังเกตง่ายๆ ได้จาก เครื่องยนต์สตารท์ติดยาก ระบบไฟฟ้าทำงานผิดปกติ เช่น กระจกไฟฟ้าทำงานได้ช้าลง เป็นต้น แต่เมื่อครบตามกำหนดอายุการใช้งาน เราควรเลือกซื้อแบตเตอรี่ให้เหมาะสมกับการใช้งานของเรา ซึ่งปัจจุบันแบตเตอรี่แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

1. แบตเตอรี่เปียก (กรดตะกั่ว)

     แบตเตอรี่ชนิดนี้มีใช้มาเป็นเวลานาน เหมาะกับผู้ที่ดูแลรักษารถเป็นประจำ เพราะแบตเตอรี่ชนิดนี้มีเวลาในการเติมน้ำกลั่น อาจจะสัก 2-3 เดือนครั้ง หรืออาจจะบ่อยกว่านั้นขึ้นอยู่กับการใช้งานว่ามากน้อยแค่ไหน ถ้าคิดว่าไม่สะดวกที่จะดูแลรักษาก็แนะนำว่าอย่าได้ใช้เลยทีเดียว เพราะถ้าเราปล่อยให้น้ำกลั่นในแบตเตอรี่แห้งก็อาจจะส่งผลถึงอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ด้วย

ลักษณะเด่น: ราคาถูกและมีอายุการใช้งานยาวนาน ถ้าดูแลอย่างสม่ำเสมอ

2. แบตเตอรี่กึ่งแห้ง MF (Maintenance Free)

     แบตเตอรี่ชนิดนี้ได้มีการพัฒนามาจากแบตเตอรี่ชนิดเติมน้ำกลั่น เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานในยุคปัจจุบันที่ผู้ใช้รถยนต์ไม่ค่อยมีเวลาดูแล ซึ่งถูกออกแบบมาให้มีการสูญเสียน้ำกลั่นน้อยมาก ทำให้การระเหยของไอกรดต่ำ ในรถที่มีการใช้งานน้อยระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่อาจไม่แห้งเลย ส่วนถ้าใครใช้งานเยอะวิ่งรถวันละ 80-100 กิโลเมตรต่อวัน ก็อาจจะทำให้กลั่นในแบตเตอรี่พร่องไปบ้าง แบตเตอรี่ชนิดนี้เหมาะกับผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลน้ำกลั่นและใช้งานไม่มากจนเกินไป

ลักษณะเด่น: ราคาปานกลางและมีอายุการใช้งานปานกลาง

3. แบตเตอรี่แบบแห้ง SMF (Sealed Maintenance Free)

     แบตเตอรี่ชนิดนี้ในต่างประเทศมีใช้กันมานานแล้ว ส่วนในบ้านเราตอนนี้บริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่ต่างๆ เริ่มมีการผลิตแบตเตอรี่แบบแห้งมากขึ้น แบตเตอรี่แบบแห้งที่ผลิตใช้ในบ้านเราจะต่างจากแบตเตอรี่แห้งของต่างประเทศตรงที่ แบบแห้งของเมืองนอกจะใช้เจลหรือซิลิโคนแทนน้ำกรด แต่แบตเตอรี่แห้งที่ผลิตใช้ในบ้านเรายังใช้น้ำกรดบรรจุอยู่ในแบตเตอรี่ ด้วยเหตุผลทางภูมิอากาศของบ้านเราที่ค่อนข้างร้อน และในอนาคตแบตเตอรี่ชนิดนี้อาจจะมาแทนที่แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้งก็เป็นได้ เพราะแบตเตอรี่แบบแห้ง สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลรักษาแบตเตอรี่รถยนต์

ลักษณะเด่น: ราคาแพงกว่าประเภทอื่นๆ อายุการใช้น้อยกว่าแบตเตอรี่ชนิดอื่น แต่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่น

     ทั้งนี้ก่อนการซื้อแบตเตอรี่ทุกครั้ง เราควรดูวันที่ผลิตของแบตเตอรี่ หรือสามารถสอบถามวันที่ผลิตจากผู้ขายได้เลย ที่สำคัญควรเลือกร้านแบตเตอรี่ที่น่าเชื่อถือและสามารถออกใบกำกับภาษีได้ เพราะเราจะมั่นใจได้ว่าได้แบตเตอรี่ใหม่ตรงจากโรงงาน และเมื่อตัดสินใจเลือกแบตเตอรี่ที่เหมาะกับรถเราได้แล้ว ก็อย่าลืมหาซื้อสายพ่วงแบตเตอรี่ ที่ได้ขนาดและมาตรฐานติดรถไว้ด้วย เผื่อไว้ช่วยตัวเองหรือเพื่อนร่วมทางในยามฉุกเฉินได้ด้วยครับ

ข้อแนะนำเบื้องต้นในการเลือกซื้อแบตเตอรี่รถยนต์

1. ถ้าระบบไฟ หรือไดชาร์จรถของเราไม่ดี แต่จำเป็นต้องใช้รถทุกวัน เราควรเลือกแบตเตอรี่แบบเปียก แต่ถ้าเราใช้รถในพื้นที่จราจรติดขัด ไม่ควรใช้แบตเตอรี่แบบเปียก เพราะโอกาสน้ำกรดระเหยจะเยอะกว่าแบตเตอรี่กึ่งแห้งหรือแห้ง

2. ถ้าในรถของเรา มีเครื่องอำนวยความสะดวกหลายอย่างเช่น กล้องติดรถยนต์ เครื่องเสียง GPS หรือติดตั้งแก๊สรถยนต์ รวมถึงถ้าเราเดินทางต่อวันมากกว่า 60 กิโลเมตร (รวมทั้งเดินทางโดยสภาพการจราจรติดขัดอยู่เป็นประจำ) ควรจะเลือกแบตเตอรี่ที่มีแอมป์สูงกว่าปกติที่ใช้เล็กน้อย ซึ่งมีหลักในการเลือกแอมป์ง่ายๆ ด้งนี้

- รถเก๋ง ญี่ปุ่น เครื่องยนต์ 1300 - 1800 ซีซี ควรเลือกแบตเตอรี่ขนาด 45 แอมป์ - 60 แอมป์

- รถเก๋ง ญี่ปุ่น เครื่องยนต์ 2000 - 3000 ซีซี ควรเลือกแบตเตอรี่ขนาด 60 แอมป์ - 75 แอมป์

- รถเก๋ง ยุโรป เครื่องยนต์ 2000 - 3000 ซีซี ควรเลือกแบตเตอรี่ขนาด 75 แอมป์

- รถเก๋ง ยุโรป เครื่องยนต์ 2800 - 4000 ซีซี ควรเลือกแบตเตอรี่ขนาด 100 แอมป์

- รถกระบะ เครื่องยนต์ 2000 - 3000 ซีซี ควรเลือกแบตเตอรี่ขนาด 70 แอมป์ - 90 แอมป์

เราควรจะเลือกขนาดของแอมป์ อย่างน้อยให้เท่ากับหรือมากกว่าที่เคยติดกับรถมาด้วยนะครับ