TIPS & TECHNIQUES

อัพเดตข่าวสาร และเคล็ดลับในการดูแลรถยนต์ของคุณ

5 วิธีขับรถลุยน้ำท่วมอย่างมั่นใจไม่แคร์ฝน!

     หน้าฝนปีนี้มาพร้อมน้ำท่วมอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ซึ่งผู้ใช้รถใช้ถนนหลายคนก็ได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน สิ่งหนึ่งที่เจ้าของรถต้องใส่ใจเป็นพิเศษ คือการขับรถอย่างไรให้ถูกวิธีขณะผ่านพื้นที่น้ำท่วม เพราะดีไม่ดีอาจสร้างความเสียหายรุนแรงชนิดต้องยกเครื่องใหม่กันเลยทีเดียว มีอะไรต้องระวังบ้าง ไปดูกันครับ

1. กะระดับน้ำที่ต้องลุยผ่านให้ดี

     โดยปกติแล้วรถเก๋งทั่วไป จะมีความสามารถในการลุยน้ำได้ระดับหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากท่อดูดอากาศจากภายนอกสำหรับเผาไหม้ในเครื่องยนต์จะถูกติดตั้งไว้ด้านล่างของห้องเครื่อง หากระดับน้ำสูงถึงท่อที่ว่านี้ รับรองว่าก้านสูบหัก เครื่องยนต์พัง มีโอกาสเครื่องดับแน่นอนดังนั้นควรตรวจสอบระดับน้ำท่วมขังที่จะลุยผ่านนิดนึงว่าต้องไม่สูงจนเกินไป สังเกตุง่ายๆ ก็ไม่ควรเกินประมาณครึ่งล้อรถ (หรือประมาณ​ 30 ซม.) ถ้าเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขับรถลุยน้ำ ก็ควรใช้เลนที่มีระดับน้ำต่ำที่สุด เพื่อลดโอกาสเกิดความเสียหายให้น้อยที่สุด หากมีทางลัดเลี่ยงได้จะดีมาก เพราะถ้าหากเครื่องยนต์พังมารับรองว่าซ่อมไม่คุ้มแน่นอนครับ

2. ชะลอความเร็ว และทิ้งระยะห่าง

     ในกรณีที่ขับรถสวนกับรถคันอื่นขณะลุยน้ำ ควรชะลอความเร็วลงสักหน่อยนะครับ เพราะคลื่นหน้ารถของเขาและเราจะต้องมีการปะทะกันแน่นอน อาจทำให้น้ำกระฉอกเข้าไปทำอันตรายต่อห้องเครื่องยนต์ได้ และในขณะที่ลุยน้ำก็ควรทิ้งระยะห่างจากรถคันข้างหน้าให้มาก เพราะระบบเบรกของเราแช่อยู่ในน้ำ หากเกิดอะไรขึ้น ประสิทธิภาพของเบรกอาจทำงานได้ไม่เต็มที่ พอขับพ้นน้ำแล้วก็คอยเหยียบเบรกเป็นช่วงๆ ให้ผ้าเบรกแห้งกลับมาทำงานได้ตามปกติครับ

3. ห้ามเร่งเครื่องยนต์เด็ดขาด

     การขับรถลุยน้ำโดยเร่งเครื่องยนต์ให้สุดเป็นการกระทำที่อันตรายมาก ห้ามทำเด็ดขาด!! เพราะน้ำจำนวนมากจะไหลเข้าทางกระจังหน้ารถ เพิ่มโอกาสให้น้ำถูกดูดเข้าไปยังห้องเผาไหม้ ที่ตัวลูกสูบกำลังถูกชักขึ้นลงด้วยความเร็วสูง ซึ่งจะทำให้ก้านสูบหัก เครื่องยนต์ดับ หากถึงจุดนั้นจริงๆ ให้คุณเตรียมเงินจ่ายค่ารถลากไว้ได้เลย แนะนำว่าให้ใช้เกียร์ต่ำ และพยายามรักษาอัตราความเร็วให้สม่ำเสมอ อย่าหยุดรถกลางน้ำ และอย่าเร่งความเร็วในทันทีนะครับ

4. ปิดแอร์เมื่อจำเป็น

     ในขณะขับรถลุยน้ำนั้น หากเห็นว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มได้ยินเสียงน้ำกระฉอกบริเวณใต้ท้องรถ แสดงว่าเริ่มอันตราย ควรรีบปิดแอร์ทันที เพื่อหยุดการทำงานของพัดลมหม้อน้ำ ไม่ให้พัดเอาน้ำที่ท่วมขังกระจายไปทั่วห้องเครื่อง ซึ่งอาจทำความเสียหายให้กับตัวพัดลม และชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ได้ หากตัวพัดลมแตกหัก ก็จะส่งผลไปถึงปัญหาเรื่องความร้อนของเครื่องยนต์ที่จะสูงขึ้นในทันที ทำให้ไม่สามารถขับต่อไปได้เลยทีเดียวนะครับ

5. เช็คของเหลวในเครื่องยนต์ทันทีหลังจอดรถ

     เมื่อมาถึงจุดหมายแล้ว ควรรีบเช็คของเหลวต่างๆ ในเครื่องยนต์ โดยเน้นที่น้ำมันเครื่อง และน้ำมันเกียร์ก่อนเลยว่าจะต้องไม่มีน้ำเจือปน ซึ่งมีโอกาสน้ำเข้าได้ในกรณีที่มีการรั่วซึมของซีล ปะเก็น ฯลฯ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายที่อาจตามมาในอนาคต

     และฝากไว้สำหรับใครที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมนะครับ หากรู้ตัวทันท่วงทีให้รีบถอดขั้วแบตเตอรี่รถยนต์ออกขั้วใดขั้วหนึ่ง หรือทั้งสองขั้วเลยก็ได้ ให้ระบบไฟฟ้าไม่ทำงาน จะได้ผ่อนหนักเป็นเบาครับ และหากถูกน้ำท่วมทั้งคันแล้ว ก็ให้รีบเปลี่ยนของเหลวในรถยนต์ใหม่ทั้งหมด อย่าเพิ่งสตาร์ทรถในทันทีนะครับ เดี๋ยวยิ่งไปกันใหญ่ ทั้งนี้ทั้งนั้นเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงนะครับ ทั้งขับรถลุยน้ำ ทั้งปล่อยให้รถถูกน้ำท่วม เพราะเครื่องยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์นั้นไม่ถูกกับน้ำเอาเสียเลย