TIPS & TECHNIQUES

อัพเดตข่าวสาร และเคล็ดลับในการดูแลรถยนต์ของคุณ

6 เทคนิคในการขับรถให้ปลอดภัยในหน้าฝน!

     ฤดูฝนเป็นฤดูธรรมชาติที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และเป็นฤดูที่เสี่ยงที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้มากกว่าปกติ เนื่องจากถนนลื่นและทัศนวิสัยในการมองเห็นของผู้ขับขี่ต่ำหรือลดลง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่สามารถระมัดระวังในการขับให้มากขึ้นได้ เพื่อเพิ่มความระมัดระวังต่อตัวผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และผู้ใช้ถนนร่วมกัน วันนี้เรามี 6 เทคนิคง่ายๆ ในการขับรถให้ปลอดภัยมาแนะนำกันครับ

1. ตรวจสอบความพร้อมของรถยนต์

     เร่ิมจากใบปัดน้ำฝนที่มีความสำคัญอย่างมากมีผลโดยตรงต่อทัศนวิสัยในการมองเห็นของผู้ขับขี่ ด้วยความที่เมืองไทยแดดแรงอาจส่งผลให้ยางเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ดังนั้นควรลองปัดดูก่อนว่ายางสัมผัสกับกระจกรถปัดได้เรียบหรือไม่ ยิ่งปัดแล้วใสมากเท่าไหร่ยิ่งดี ถ้าไม่ค่อยเรียบหรือไม่ใส เราควรจะเปลี่ยนแต่เนิ่นๆ เพื่อความปลอดภัย ระดับน้ำฉีดกระจก สภาพยาง ระบบเบรค ดอกยาง แรงดันลมยาง (ลมยางที่อ่อนเกินไปและดอกยางที่มีน้อยเกินไป จะทำให้ประสิทธิภาพในการรีดน้ำลดลง จะทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย) รวมถึงระบบไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณต่างๆ ก็ควรหมั่นตรวจเช็คไม่เฉพาะหน้าฝนนะครับ

2. สภาพพื้นผิวถนน

     ด้วยความที่สภาพถนนไม่ได้เรียบเสมอตลอด มักมีหลุมหรือทางขรุขระบ้าง ยิ่งหากเกิดน้ำท่วมขัง  ผู้ขับขี่ยิ่งต้องควรเพิ่มความระมัดระวัง หากไม่เตรียมตัวหรือจับพวงมาลัยในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้รถเสียการควบคุมอย่างฉับพลัน เนื่องจากอาจเกิดน้ำที่ท่วมขังในหลุมถนนลึกหรือท่อระบายน้ำที่ชำรุด อาจทำให้รถของท่านตกหลุมและทำให้เสียการควบคุมได้ และหลังจากฝนตกใหม่ๆ จะเป็นช่วงที่ถนนมีความลื่นมากที่สุด ควรขับอย่างช้าๆ และคำนึงถึงความปลอดภัยอยู่เสมอ

3. การใช้ไฟอย่างถูกต้องเมื่อฝนตกหนัก

     ผู้ขับขี่ควรเปิดไฟหน้าแบบต่ำ เพราะถ้าเปิดไฟสูงสายฝนจะสะท้อนกลับมายังผู้ขับมากจนมองเส้นทางข้างหน้ายาก ไม่ควรเปิดไฟฉุกเฉิน เมื่อจะเปลี่ยนเลน ควรเปิดไฟเลี้ยวเตือนผู้อื่นล่วงหน้าในระยะที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้ท้องถนน

4. ลดความเร็ว และระมัดระวัง

     ในช่วงที่ฝนตกใหม่ๆ เป็นช่วงที่รถมีโอกาสลื่นไถลได้มากที่สุด เพราะน้ำฝนจะชะล้างคราบดินและฝุ่นละอองที่ติดอยู่บนพื้นถนน ยิ่งบางพื้นที่อาจมีคราบน้ำมันที่จะทำให้ถนนลื่นมากขึ้น ดังนั้นการลดความเร็วและเพิ่มความระมัดระวัง จึงเป็นการเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ ซึ่งระดับความเร็วที่ทำให้รถไม่เกิดการลื่นไถลและปลอดภัยเพียงพอให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมอยู่คือ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

5. หลีกเลี่ยงการเบรกอย่างกะทันหัน

     ในขณะขับขี่รถยนต์ ห้ามเหยียบเบรกจนล้อหยุดหมุนในทันที เนื่องจากเบรกจะล็อคล้อทำให้รถพลิกคว่ำได้ ให้แก้ไขด้วยการถอนคันเร่ง ควบคุมพวงมาลัย แล้วพยายามลดความเร็วโดยใช้เกียร์ต่ำจนกว่ารถจะทรงตัวได้ แล้วจึงค่อยเหยียบเบรกเพื่อหยุดรถหรือจะค่อยๆ แตะเบรกเบาๆ ย่ำๆ แทนการกดเบรกจมลึกครั้งเดียว

6. ไม่ขับรถชิดคันหน้ามากเกินไป

     ด้วยสภาพถนนที่เปียกลื่น ทำให้ต้องใช้ระยะทางในการหยุดรถเพิ่มขึ้น ผู้ขับขี่ควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าการขับขี่ในช่วงปกติประมาณ 10-15 เมตร เพื่อให้สามารถหยุดรถได้ทันในกรณีที่รถคันข้างหน้ามีเหตุการณ์ผิดปกติหรือเบรกกะทันหัน และในกรณีที่ฝนตกหนักมากจนไม่สามารถมองเห็นทางข้างหน้าได้ชัดเจนในระยะ 10 เมตร ผู้ขับขี่ควรหาที่จอดรถในบริเวณหรือหากจำเป็นต้องจอดบริเวณไหล่ทาง ควรจอดให้ห่างจากถนนและเปิดไฟฉุกเฉินเป็นสัญลักษณ์เตือน เพื่อให้ผู้ขับขี่คันอื่นๆ เห็น แล้วรอจนฝนเบาลงหรือหยุดแล้วค่อยเดินทางต่อ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของตนเองและบุคคลที่เดินทางร่วมกัน