NEWS

อัพเดตข่าวสาร และเคล็ดลับในการดูแลรถยนต์ของคุณ

AeroMobil พร้อมส่งมอบรถบินใน 3 ปี!

     มนุษยชนเป็นสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน ไม่ว่าเราจะเกิดมาจากอะไรก็ตามแต่ อาจจะถูกต้องตามความเชื่อของศาสนาคริสต์ที่บอกว่าพระเจ้าสร้างโลกขึ้นมาทั้งใบ หรืออาจจะใช่ที่เราเป็นเพียงกลไกทางชีววิทยา วิวัฒนาการมาจากเซลล์เล็กๆ จนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่มี 2 แขน 2 ขา ซึ่งเมื่อก่อนเราอาจจะพอใจกับสภาพแต่กำเนิด จนกระทั่งเมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า แล้วจินตนาการเห็นตัวเองบินได้แบบนก มันน่าเศร้าที่เราฝืนธรรมชาติไม่ได้ เราเกิดคำถามว่าจะทำอย่างไรต่อไป? ต้องขอบคุณที่นอกจากแขนและขา เรายังลืมตาขึ้นมาพร้อมกับสมอง ในเมื่อมีปีกไม่ได้ เราก็ใช้หลักของธรรมชาติมาพัฒนา หาทางขึ้นไปอยู่บนฟ้าจนได้ ตั้งแต่ตอนที่สองพี่น้องตระกูลไรท์สร้างเครื่องบินลำแรกได้สำเร็จ เป็นรากฐานให้กับเครื่องบินทุกลำในยุคปัจจุบันนี้

     จากนั้นมา ดูเหมือนเป้าหมายของมนุษย์จะลุล่วง แต่แท้จริงกลับไม่ ความทะเยอทะยานของเรายิ่งแตกหน่อออกไป ทำไมเราไม่สามารถบินเมื่อไรก็ได้ตามใจ อยากลงจอดตรงไหนก็ลง มีข้อจำกัดอีกหลายอย่างที่ยังทำให้เราภูมิใจไม่ได้ เรายังต้องใช้เวลาเดินผ่านหลายกระบวนการในสนามบิน เรายังต้องการพื้นที่กว้างขวาง เพื่อป้องกันการทำลายล้างจากใบพัดของเฮลิคอปเตอร์ขณะลงจอด มันจะเป็นอย่างไร ถ้าเราขึ้นบินเมื่อไรก็ได้ที่ต้องการ เนื่องจากคอปเตอร์ไม้ไผ่ในการ์ตูนวัยเด็กดูเป็นเรื่องเหลวไหลมากกว่าจะเป็นอะไรที่สร้างได้จริง รถบินได้จึงกลายมาเป็นความต้องการขั้นถัดไปของมนุษย์หลายกลุ่มชน และเมื่อไม่นานมานี้เอง บริษัทสัญชาติสโลวาเกียชื่อ AeroMobil ได้ประกาศในงาน Monaco Top Marques Show ว่า ภายในปี 2020 รถบินได้จะพร้อมส่งมอบแก่ลูกค้าที่ต้องการ

     รถบินได้คันต้นแบบที่ถูกนำมาจัดแสดงไม่ใช่เป็นรุ่นแรกเริ่ม บริษัท AeroMobil ได้ทำการพัฒนารถบินได้มาอย่างต่อเนื่อง จนถึงรุ่นที่ 3 ซึ่งถูกนำเสนอต่อสาธารณชนไปตั้งแต่เดือนตุลาคมเมื่อปี 2014 หลังจากนั้นทางบริษัทได้ทำการทดสอบเพื่อให้แน่ใจว่ามันสามารถใช้งานได้จริง โชคร้ายที่ในปี 2015 เดือนพฤษภาคม รถทดสอบเกิดอุบัติเหตุในสโลวาเกียจนเสียหายอย่างหนัก AeroMobil จึงกลับไปทำการบ้านมา 2 ปี ก่อนจะนำรถต้นแบบรุ่นที่ 4 มาแสดงในงานแสดงสินค้าระดับสูงที่โมนาโกครั้งนี้ พร้อมกับเปิดจองและบอกจะส่งของให้ภายใน 3 ปี

     AeroMobil กลับมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางวิศวกรรมหลายจุด เริ่มตั้งแต่ขุมพลังที่เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 4 สูบ 2.0 ลิตร 304 แรงม้า ตามมาด้วยตัวถังโมโนค็อกทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ห่อหุ้มใบพัดด้านหลังไว้ทั้งหมด และยังทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผู้โดยสารยามเกิดอุบัติเหตุ ปีกสองข้างถูกพับราบอยู่บนหลังคา หากจะกางออกมา ต้องใช้เวลาประมาณ 3 นาที การขึ้นบินของมันยังใช้หลักการเดียวกับเครื่องบินคือต้องใช้รันเวย์ให้รถวิ่งเพื่อสร้างแรงยก ไม่ใช่นึกอยากจะบินออกจากลานจอดที่หน้าบ้านเมื่อไรก็ทำได้วิทยาการของเรายังไปไม่ถึงขึ้นนั้น อย่างไรก็ตาม มันเป็นรถต้นแบบรุ่นแรกที่เป็นไปตามข้อบังคับของยุโรปและสหรัฐอเมริกาทั้งบนบกและในอากาศ วิ่งบนพื้นถนนได้เร็วสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและบินในอากาศได้เร็วถึง 354 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะบิน 750 กิโลเมตร มากพอให้บินจากกรุงเทพไปถึงเชียงใหม่

     ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญหลักที่ถูกปรับปรุง ในรถต้นแบบ AeroMobil รุ่นที่ 4 มันถูกติดตั้งมาพร้อมกับถุงลมนิรภัย ร่มชูชีพสำหรับผู้โดยสารเพื่อดีดตัวยามเกิดอุบัติเหตุ และมีแม้กระทั่งร่มชูชีพสำหรับตัวรถเอง เพื่อให้สามารถลงจอดได้ปลอดภัยที่สุดขณะฉุกเฉิน ถึงแม้ดูแล้ว Euro NCAP ไม่น่าจะทดสอบการชน AeroMobil คันนี้ แต่ Simon Rooms หัวหน้าด้านวิศวกรรมยานยนต์ของ AeroMobil เคลมว่า มันผ่านข้อบังคับด้านความปลอดภัยทั้งสำหรับการบินและการวิ่งบนถนน เขายังพูดต่ออีกว่า โครงการดังกล่าวควรถูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็วเนื่องจาก 18 เดือนที่ผ่าน การลงทุนในเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติของบริษัทอย่าง Uber และ Amazon สำหรับการขนส่งทั้งทางบกและอากาศได้เพิ่มความสนใจและสร้างความมั่นใจในรถบินได้อย่างท่วมท้น ซึ่ง AeroMobil เองก็สนใจในเทคโนโลยีไร้คนขับเช่นเดียวกัน เป้าหมายภายใน 5 ปีหลังจากที่สามารถส่งมอบรถบินได้รุ่นนี้ให้กับลูกค้าแล้ว โครงการ AeroMobil ขั้นถัดไปจะมาพร้อมกับระบบขับขี่อัตโนมัติบนท้องถนนและระบบ Autopilot ในอากาศ

     AeroMobil จะถูกผลิตในเมืองบราติสลาว่า ประเทศสโลวาเกีย กำลังการผลิตอยู่ที่ปีละ 50 คัน ไปดูกันที่ราคา คงดับความฝันของมนุษย์เดินดินจำนวนมากลง เมื่อลองประเมินคร่าวๆ แล้ว AeroMobil น่าจะมีค่าตัวอยู่ประมาณ 44.7 ล้านบาท แต่ไม่นานนักหลังจากที่บริษัทได้ทุนคืน ในอนาคตรถบินได้จะเอื้อมถึงได้ง่ายขึ้น หลายคนอาจจะมองว่าราคานี้มันแพงเกินไป แต่ก็ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา กว่าจะสามารถคลอดรถบินได้เพียงแค่หนึ่งคันออกมา ต้องลงแรงและหมดเงินไปไม่รู้เท่าไรกับการวิจัยและพัฒนา ไหนจะความยากลำบากในการพยายามตามหาความฝันที่บางครั้งยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเป็นการจุดไฟใต้น้ำหรือเปล่า แต่ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าเทคโนโลยีทุกอย่างเกิดได้เพราะความเสียสละและความทะเยอทะยานของมนุษย์นี่แหละ หากมองย้อนไปจะพบว่า กว่าจะมีเครื่องบิน หลายคนต้องตายเพราะพยายามหาทางที่จะบิน และครั้งหนึ่งเอง สังคมส่วนใหญ่ก็เคยมองว่าการบินเป็นเรื่องเหลวไหล แต่สุดท้ายคนหัวรั้นกลุ่มหนึ่งก็ทำให้มันเป็นจริงจนได้ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ขอให้คนประเภทเดียวกันนั้นทำมันให้สำเร็จ แต่ขอให้เป็นความสำเร็จที่ปราศจากความสูญเสีย หรือหากเลี่ยงไม่ได้ ก็ขอให้มันเกิดขึ้นน้อยที่สุดแล้วกัน

เครดิต: autoexpress